วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2562

ให้อภัย : ไม่ง่าย แต่หัดได้ (วางได้อะไรก็ดี)





#Forgive
อากาศร้อน ๆ แบบนี้ ผู้หญิงเชิงรุกก็อยากจะชวนคุยเรื่องดับร้อน ร้อนกายก็พาลให้ร้อนใจ และความร้อนในใจนี่ดับยากกว่าร้อนกายเสียอีกจริงไหมคะ เพลินเชื่อว่าเราทุกคนมี “ความร้อน” ในใจกันอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย 

         ความร้อนที่ว่าก็ได้แก่ ความโกรธ ความเกลียด ความแค้น เจ็บใจ อิจฉา โมโห หงุดหงิด ดีกรีมากน้อยต่างกันไป วันนี้อยากจะพูดถึงเรื่องความโกรธแค้น เจ็บใจที่เป็นพลังร้อน ๆ ทำให้ใจไม่เป็นสุขได้มากกว่าพลังลบอื่น ๆ เพราะมันกัดกร่อนใจได้ลึกยังไม่พอ ยังแผ่ออกมาทำลายคนอื่น และทำร้ายตัวเองอีกด้วย

ความโกรธเกลียด เคียดแค้นมาได้หลายสาเหตุ เค้ามาทำเรา เราไปทำเค้า 
บางทีเค้ามาทำเรา เราก็เลยโกรธเค้า ทำเค้ากลับ
หรือบางทีเรานั่นละที่ไปทำเค้าด้วยความริษยา หรือไม่ได้ตั้งใจ เค้าทำกลับ เราก็ยิ่งโกรธ

ทำกันไปกันมา โกรธกันไปมา พาลเป็นความเกลียด จากนั้นก็มีแต่ความรู้สึกแย่ ๆ ทำแต่สิ่งแย่ ๆ คิดว่าอีกฝ่ายจะได้รับบทเรียน จะได้เจ็บแสบสาสมกับสิ่งที่ทำ

หลายคนก็เลยขับเคลื่อนด้วยความโกรธเกลียด

แต่เพลินว่า คนเราไม่ควรขับเคลื่อนชีวิตด้วยความเกลียดชัง ความโกรธแค้น... มันเหนื่อยเปล่า ๆ จริงไหมคะ

มันอาจไม่เหนื่อยกาย แต่อาจเหนื่อยใจ ถึงอยู่เฉยๆ แต่ใจ สมองเราทำงานหนักมาก
แล้วมันจะวนเวียนอย่างนี้ไม่จบไม่สิ้นถ้าเราไม่หยุด

ใช่ค่ะ เพลินกำลังพูดถึงเรื่องการหยุด... เรื่องที่ทำได้ยากเหลือเกิน

คือการให้อภัย
บางคนอาจจะเบ้ปาก แล้วบอกว่า ไม่เจอกับตัวไม่รู้น่ะสิ บางคนโดนกระทำมาหนักหนาสาหัส การคิดให้อภัยมันยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด 

หลายคนอาจมีคำถาม... ทำไมเค้าต้องทำกับเรา ทำไมเราถึงโดน แล้วคนที่ทำก็ลอยนวลไปด้วยคำว่า “อภัย” หรือไง

เพลินเองก็เคยมีคำถามพวกนี้เหมือนกัน จนหลัง ๆ ไปศึกษาเรื่องพลังงานบ้าง สมาธิบ้าง จิตและสมองบ้าง เลยค่อยๆ  ปรับความคิดความเข้าใจได้บ้าง แบบค่อยเป็นค่อยไปนะคะ เพลินไม่ได้รู้แจ้งเข้าใจได้ในทันทีหรอก

ค่อย ๆ ปรับเรื่อย ๆ จนวันหนึ่งไปเรียนสมาธิแล้วตระหนักขึ้นมาว่า... ทุกอย่างมีเหตุมีผลของมัน บางอย่างที่เกิดขึ้นเหมือนจะไร้สาเหตุ ว่าทำไมคนนี้ต้องมาทำเรา หรือทำไมเราถึงเกลียดขี้หน้ามันได้มากขนาดนี้ หรือทำไมเราต้องห้ำหั่นกับคนๆ นี้ตลอดเรื่อยมา หากนึกไม่ออกในชาตินี้ ก็อาจมีหลายชาติที่ผ่านมาเราไปทำกับเขาไว้ หรือผลัดกันทำไปมา ชาตินี้จึงต้องมาพัวพันกันอีก

สำหรับคนที่ไม่เชื่อเรื่องภพชาติอาจจะข้ามข้อนี้ไป ขอให้มองในเชิงพลังงาน ว่าความโกรธ เกลียดเป็นพลังงานลบ เค้ามาทำกับเรา เท่ากับสร้างการกระทำลบ (กรรม) เราตอบโต้กลับเท่ากับต่อพลังลบนั้นไปอีก มันจะสะท้อนกลับไปมาไม่จบสักที

ถ้าเราไม่อยากเหนื่อยกับการต่อสู้แบบนี้อีก เราทำได้ด้วยการหยุด... ด้วยการให้อภัย ทำยากค่ะ แต่พอหัดกันได้

มองคนที่เราโกรธ เกลียดด้วยความเมตตา... ว่าเขาคงจะทุกข์ร้อน ทุรนทุรายมากถึงได้ทำกับเรา ตอบโต้เราแบบนี้ การกระทำของเขาบอกภาวะในจิตใจเขาเป็นอย่างดี

         เพลินขอยกตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่เป็นรูปธรรม
เพลินเคยโดนผู้หญิงคนหนึ่งเข้าใจผิด คิดว่าเพลินเขียนเรื่องขึ้นมาเพื่อแย่งสามีของเขา ทำลายความรักของเขา (คิดได้เนอะ งงมาก) ในความเป็นจริงคือเป็นเรื่องแต่ง อิงบรรยากาศจริง ผสมจินตนาการล้วน ไม่มีอะไรจริง ไม่มีอะไรเกี่ยวกับเขาเลยสักนิด เขียนเล่น ๆ ทดลองแนวการเขียนใหม่ แล้วเขามาขุดหาอ่านจนเจอ (เขาน่าจะแอบติดตามเราอยู่เรื่อยๆ)

 คิดว่าคงกระทบใจเขา เขาโกรธมาก โพสต์ด่าเพลินในเฟซบุ๊กเขา มีพรรคพวกเขาที่ไม่รู้เรื่องแต่ก็ด่าเพลินอย่างสนุกปาก ตอนนั้นเพลินไม่เข้าใจว่าเขาโกรธทำไม แล้วทำไมต้อง Cyber Bully กัน โดยที่ไม่มาคุยกับเพลินว่าจริง ๆ แล้วเป็นยังไง ไม่คุยกันซึ่งๆ หน้าแต่ไปกลั่นแกล้งกันออนไลน์

โชคดีที่ได้อาจารย์ ได้แฟน ได้เพื่อน ๆ พี่ ๆ หลายคนให้กำลังใจ คำปรึกษา ว่าสิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นทำสะท้อนจิตใจที่ไม่มั่นคงของเขา... เขาโกรธสิ่งที่ไม่ใช่เรื่องจริงได้ แปลว่าเขาไม่มั่นใจในความรักของสามี
คิดดูสิว่าผู้หญิงแบบนี้จะเป็นทุกข์แค่ไหน ถ้าเขามั่นใจในตัวเอง ในตัวสามี เขาจะไม่ให้ค่ากับเรื่องพวกนี้เลย (เรื่องแต่งด้วย ไม่ใช่เรื่องจริง)  ผู้หญิงที่ระแวงทุกอณูแบบนี้...​มีความสุขหรือไม่ พรรคพวกของเขามารุมด่าโดยที่ไม่ได้มองเรื่องตามจริง สะท้อนวุฒิภาวะ และการเลี้ยงดูว่าพวกเขาโตมาบิดเบี้ยวขนาดไหน

เราควรจะสงสาร เมตตา และให้อภัยเค้าถึงจะถูก

เพลินฟังข้อคิดพวกนี้ตลอดก็เข้าใจระดับนึง เพราะนึกสงสารเขาอย่างมากที่ต้องเป็นทุกข์เพราะโดนจี้ปม แต่อาจจะไม่ถึงกับเมตตา ยังเรียกว่าก้ำกึ่ง แต่ก็ใช้ชีวิตต่อมาอย่างปกติสุข ลืมเรื่องผู้หญิงคนนี้ไปแล้วด้วยซ้ำจะมีสงสัยเรื่องคำสอนข้อธรรมบ้างบางครั้งเวลาฟังอะไรพวกนี้

จนวันหนึ่งที่เรียนสมาธิ สนทนากับครู อยู่ ๆก็เลยบังเกิดความเข้าใจขึ้นมาว่าทำไมเราถึงต้องเมตตา ในห้วงภวังค์สมาธิ ทำให้เกิดรู้บางอย่างว่าทั้งเราและเขาเคยทำกรรมร่วมกันมาหลายภพชาติ สู้รบปรบมือกันมามากมาย ชาตินี้ถือว่าเบาบางมากแล้ว 

เลยทำให้เข้าใจลึกขึ้นว่า... เมตตา ที่เขาเจ็บเพราะเรา และเราก็เจ็บเพราะเขา ทั้งชาตินี้หรือชาติไหน ๆ ที่ผ่านมา
ถ้าเราไม่อยากจะสู้รบกับเขาอีกทั้งระดับหนักหรือเบา เราก็ควรหยุด... หยุดด้วยการเมตตา และ...​การให้อภัย

มันทำให้เราให้อภัยเขาได้จากระดับลึกในจิตใจ

ที่เพลินพูด ๆ มานี่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะต้องรู้อดีตชาติถึงจะให้อภัยได้นะคะ แค่เราสงสารเมตตา มองว่าเขาได้รับความทุกข์ หรือชีวิตมีเรื่องทุกข์ใจถึงได้กระทำสิ่งนั้น ๆ ออกมา

และเราไม่อยากจะต่อกรรมกับเขาอีกให้พัวพันไม่จบ ก็ต้องหยุด ด้วยการให้อภัย คิดเสียว่าพอแล้ว อโหสิกรรม ไม่ถือโทษ ส่วนเขาจะจบหรือไม่ หรือทำร้ายเราต่อหรือเปล่าเป็นกรรมของเขาแล้ว ถ้าเราไม่ตอบโต้ ก็ไม่ต้องสร้างบ่วงกรรมต่อกันอีก

เพลินคิดว่า 2 ข้อนี้ น่าจะพอช่วยให้เราให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น

บางคนอาจเจอเรื่องร้ายแรงกว่านี้เยอะ อาจจะต้องใช้พลังใจมากหน่อย แต่เพลินเป็นกำลังใจให้ ส่วนคนที่เจอเรื่องเบากว่านี้ น่าจะอภัยได้ไม่ยาก
เราสามารถอภัยให้กับเรื่องเล็ก ๆ น้อยๆ ก็ได้ เช่น คนขับปาดหน้า ลูกค้าด่า  ลูกน้องทำงานพลาด

ที่สำคัญ อย่าลืมให้อภัยตัวเองที่เคยทำผิดพลาด เคยโกรธ เคยเกลียด หรือเคยทำไม่ดีกับใคร ๆ ไว้
เพราะให้อภัยตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน

ด้วยรักจากใจ
ผู้หญิงเชิงรุก


 KEY POINTS to FORGIVE
  • สงสาร เมตตา คิดว่าคน ๆ นั้นคงทุกข์ใจ ทรมานมาก ถึงได้แสดงหรือกระทำสิ่งนั้น ๆ ออกมา
  • อย่าไปต่อกรรมด้วยการตอบโต้ให้มันพัวพันต่อไปไม่จบเลย
  • ให้อภัยตัวเองที่เคยทำสิ่งผิดพลาดทั้งทางกาย ทางใจ

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2562

เราคู่ควรกับสิ่งดีๆ ที่เรียกร้องหรือยัง Do we really deserve the best?



#เราคู่ควรกับสิ่งดีๆ ที่เรียกร้องหรือยัง Do we really deserve the best? 


ระยะหลังๆ มานี้เราจะเห็นคำคม ข้อคิดให้กำลังใจเผยแพร่หลายรูปแบบ หลายข้อที่พูดกว้างๆ ก็พอได้ แต่หลายอย่างก็ต้องอาศัยการตีความอีกชั้น ซึ่งการเป็น “คำฮิต” นั้นไม่ได้การันตีว่าผู้รับสารจะ “เข้าใจแก่น” ของข้อความนั้นจริงๆ มีอยู่หลายชุดความคิดเหมือนกัน เพลินจะทยอยยกตัวอย่างเล่าให้ผู้อ่านของเพลินฟังเรื่อยๆ แล้วกันนะคะ 

มาที่เรื่องของวันนี้ก่อนค่ะ


“เราคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด”  We deserve the best.

“We (or you) deserve the best.” ก็เป็นหนึ่งในนั้น เพลินไม่ได้จะมาคัดค้านว่ามันผิดแต่อย่างใด มันถูกแล้วแหละ เราต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง เราคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุด
ช่วงนี้เราจะได้ยินคำพูดนี้ในการกระตุ้นจิตใต้สำนึกของคนที่ประเมินตัวเองต่ำเตี้ยเรี่ยดิน ไ่ม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ไม่นับถือตัวเอง และมักจะมาในเคสของคนที่ทนอยู่กับความสัมพันธ์แย่ๆ หรือยอมถูกปฏิบัติแย่ๆ ถูกเอารัดเอาเปรียบ กระทั่งคนที่กลัว ไม่กล้าคิดการใหญ่ ปฏิเสธโอกาสเพราะคิดว่าตัวเองไม่เก่ง ไม่ดีพอ
ปัญหาเหล่านี้อาจเกิดจากบาดแผลในวัยเด็ก หรือตอนโตแล้วก็ได้ ที่กระทบกระเทือน Self-esteem หรือความเคารพเชื่อมั่นในตัวเอง
จึงสะท้อนออกมาในรูปแบบพฤติกรรมอย่างที่พูดมาข้างต้น
และคำกล่าวที่ว่าเราคู่ควรกับสิ่งที่ดี ความสัมพันธ์ที่ดีนะ ควรแล้วหรือที่จะต้องมาทนถูกทำร้าย อะไรประมาณนั้น
ซึ่งเป็นคำถามฉุกคิดที่ดี ช่วยประคองคนที่บอบช้ำให้ค่อยๆ ตั้งจิตตั้งใจลุกขึ้นมาได้

ความเข้าใจผิด

แต่ต่อมาคำกล่าวนี้กลับถูกเอามาใช้ปลุกใจคนอยากเป็นเศรษฐี (ซึ่งก็ไม่ผิดอะไร) ซึ่งหากใช้ให้ถูกก็จะ Motivate หรือจูงใจให้คนตั้งหน้าตั้งตาทำมาหากินเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี

ทว่า ส่วนมากคนที่เอาไปใช้มักไม่ค่อยบอกวิธีการที่ถูกต้อง
เอาล่ะ เพลินไม่ได้จะว่าหรือตัดสินใคร ประเด็นที่อยากจะพูดถึงคือความ “พร่ำเพรื่อ” จนแก่นแท้ของมันถูกบิดไปมากกว่า
จากการใช้เพื่อพยุงคนที่ความเคารพนับถือตัวเองต่ำ ให้เชื่อมันและเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้ตัวเอง และก้าวเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงแข็งแรง...
กลายเป็นใช้เพื่อตามใจตัวเอง เพิ่มอีโก้ (อัตตา) ขึ้นมา เริ่มเป็น self-center คือเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง โลกต้องหมุนรอบตัวฉัน
เราเริ่มเรียกร้องว่าต้องมีนั่นมีนี่ เป็นนั่นเป็นนี่ ฉันควรได้ทำงานที่ดีกว่านี้ ขับรถที่ดีกว่านี้ มีแฟนที่ดีที่สุด
แฟนที่ดีที่สุดของฉันเป็นแบบนี้ หนึ่ง สอง สาม สี่ ร่ายลงมา
ฉันควรมีชีวิตที่ดี มีบ้านหลังใหญ่ มีคนรับใช้ มีรถหรูหรา ฉันต้องเป็นเศรษฐี ฉันต้องมีเงินล้าน บลา บลา บลา

ย้อนกลับมาถามตัวเองหรือยัง

เพลินมีเคสคนมาปรึกษาที่เป็นแบบนี้เยอะมาก เมื่อคุยกันลึกลงไปถึงได้เห็นว่ามันมาจากความเชื่อนี้ว่า “ฉันต้องได้สิ่งที่ดีที่สุด” เพราะเขาฟังการปลุกระดมความคิด ความเชื่อที่แพร่หลายว่า “เราคู่ควรกับชีวิต Millionaire” อะไรทำนองนี้
ฟังแล้วก็อยากจะถอนหายใจ... แต่ที่ทำคือถามกลับไป

“เราดีพอ คู่ควรกับสิ่งเหล่านั้นแล้วหรือยัง”
ไม่ใช่สักแต่พูดกันปาวๆ ว่าฉันคู่ควร ฉันต้องได้ทุกสิ่งที่ดีที่สุด แต่ไม่พัฒนาตัวเองให้เหมาะสมกับสิ่งนั้นจริงๆ
เราเป็นคนดีจริงๆ น่ะหรือ และเราดีพอสำหรับสิ่งเหล่านั้นจริงๆ หรือเปล่า...
เราขี้เกียจอยู่หรือเปล่า เราเอาเปรียบคนอื่นอยู่หรือไม่ สารพัดคำถามที่เราควรย้อนมองตัวเองก่อน...
ถ้าเอาแต่เหวี่ยงวีน ผู้ชายในฝันก็กระเจิงหมดน่ะสิ
ถ้าเอาแต่เรียกร้อง เค้าจะต้องทำนั่นทำนี่ให้ แต่ตัวเองไม่เคย “ให้” อะไรเขาเลย (ให้ ในที่นี้เป็นนามธรรม ไม่ได้หมายถึงข้าวของเงินทองเสมอไป)
แล้วจะหวังอะไรได้ จะเรียกว่าคู่ควรกับสิ่งที่ดีที่สุดได้ยังไง
เราตั้งใจทำงานไหม เราเกรี้ยวกราดใส่คนอื่นหรือเปล่า เราเป็นเพื่อนที่ใจดำไหม เรานินทาว่าร้ายคนอื่นเป็นประจำหรือเปล่า
ย้อนกลับมามองการกระทำของตัวเองด้วย

เห็นไหมคะว่านี่คือขั้วตรงข้ามของคนที่ self-esteem ต่ำ แต่เป็น self-center สูงมาก ขับเคลื่อนด้วยความเชื่อ “You deserve the best.” แต่เพียงด้านเดียว

เราจึงต้องระวังคำคม ความเชื่อพวกนี้ เพราะมันมี 2 ด้าน และไม่มีใครมานั่งบอกเราทุกครั้ง

ก่อนจะรับสิ่งไหนมาก็ขอให้พิจารณาด้วยสติปัญญานะคะ

พวกเรา  Deserve the best จริงๆ ต่อเมื่อเราดีพอค่ะ

ด้วยรักจากใจ
ผู้หญิงเชิงรุก

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2562

ปีใหม่ เริ่มใหม่ แต่อย่าลืมทบทวนตัวเอง!



ปีใหม่ เริ่มใหม่ แต่อย่าลืมทบทวนตัวเอง!
หลายครั้งที่พอถึงปีใหม่ เรามักจะมี New Year’s Resolutions ของปีที่จะถึงนั้นว่าเราจะตั้งใจทำอะไร เปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง แต่เคยย้อนนึกถึงปีที่ผ่านมาไหมว่า 
เราเคยทำตาม New Year’s Resolutions ที่ตั้งไว้ปีก่อนหน้านั้นหรือเปล่า...
หากทำ ทำสำเร็จไหม
ทำได้ ทำได้กี่ข้อ
อะไรที่เราพลาดไป อะไรที่ทำให้เราไม่สามารถทำได้อย่างตั้งใจ เราเคยนึกย้อนไปถึงต้นตอของปัญหานั้น ๆ หรือไม่นะ?

เราตั้งต้นปีด้วยความมุ่งมั่นแรงกล้า...​ว่าปีนี้จะต้องไม่เหมือนปีที่ผ่านมา เราจะเริ่มต้นใหม่ให้ดีที่สุด
ความมุ่งมั่นนั้นดีมาก เป็นสิ่งที่พึงมีพึงคิด

แต่การหล่อเลี้ยงรักษามันไว้ยากกว่า
และการดำรงมันอย่างถูกวิธีนั้นยากที่สุด
ทำอย่างไรไฟแห่งความมุ่งมั่นนั้นจะโชติช่วงได้ตลอดทั้งปีจนเราบรรลุเป้าหมายที่เราต้องการ
ทำอย่างไรไฟที่ไหวไปตามพายุจะไม่มอดดับลงเสียก่อน

ถ้าเราไม่ย้อนนึกถึงอุปสรรปัญหาของปีที่ผ่านมา เราก็อาจจะเดินซ้ำรอยเดิมอีกครั้ง
สำหรับเพลิน เรื่องสุขภาพมาเป็นหลักเลย พอป่วยบ่อย ป่วยนาน ตารางงานหรือสิ่งที่ตั้งใจไว้รวนไปหมด และรู้สึกว่าทำได้ไม่เต็มศักยภาพ (ทำดีที่สุดแล้วในสภาพร่างกายและจิตใจตอนนั้น แต่คงจะดีกว่านี้ถ้าสุขภาพดี)
แล้วอะไรทำให้เราป่วยบ่อย?
ก็ต้องมาวิเคราะห์หาสาเหตุ ย่อยลงไปอีก ย่อยไปเรื่อย ๆ จนเจอต้นตอที่ไม่ค่อยน่ารักน่ายอมรับสักหน่อย แต่สุดท้ายมันก็คือเรื่องจริงที่เราต้องเข้าใจและยอมรับ

เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าปัญหามันเกิดตรงไหน... New Year’s Resolutions ก็ควรจะบรรจุวิธีแก้ตรงนี้ไปด้วย (อาจไมต้องเขียนไปแต่ให้เราตระหนักรู้ไว้เสมอ)
เราจะได้มีทิศทางดำเนินชีวิตของปีนี้...​ แบบไม่ผิดซ้ำรอยเดิม

เช่นเดียวกัน อะไรที่ทำดีก็ให้คงไว้และพัฒนาต่อไป

สวัสดีปีใหม่อีกครั้งค่ะ ขอให้ผู้อ่านทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ คิดสิ่งใดสมปรารถนานะคะ

ด้วยรักจากใจ

ผู้หญิงเชิงรุก


วันจันทร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2561

ถูก Unfriend/Unfollow เรื่องใหญ่แค่ไหน?





#เพื่อนunfriend เฟรนด์ก็unfollow
รู้สึกยังไงกันบ้างคะเวลา “แอบ”​ ไปรู้ว่าเพื่อน unfriend เฟซบุ๊ก หรือ unfollow อินสตาแกรมเรา มีใครเคยเจอบ้างไหมคะ?
วันก่อนมีน้องที่รู้จักคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าจับได้ว่าเพื่อนอันเฟรนด์ แล้วก็เลิกตามไอจี น้องนอยด์มากว่าทำอะไรผิด ถึงขั้นเสียความมั่นใจไปเลย
น้องคนนี้ชอบออกกำลังกาย หุ่นเค้าสวยเพรียว และชอบโพสต์รูปกิจกรรมเหล่านี้บ่อย ๆ คู่ไปกับบทความพัฒนาตัวเอง ทีนี้เพื่อนคงไม่ชอบ หรือด้วยเหตุผลอะไรก็ตามเลยเลิกติดตามไป
เพลินฟังแล้วนึกถึงตัวเองเมื่อหลายเดือนก่อน ยังไม่เคยเจอเพื่อนอันเฟรนด์ แต่เคยเจอคนรู้จัก unfollow อินสตาแกรม ตอนนั้นโกรธมาก เลย unfollow คนนั้นไปด้วย แต่ไม่ได้ถามว่าเพราะอะไร เจอหน้าก็ไม่ได้พูด แต่ในใจเต็มไปด้วยคำถามและอคติ

ถ้าร้านค้าในอินสตาแกรมมาฟอลโล่ว์ แล้วพอเราฟอลโล่ว์กลับ ก็มาอันฟอลโล่ว์ทั้งที่เราก็ซื้อของจากเขาไป เพลินก็จะโมโหมาก ส่งข้อความไปด่าก็ทำมาแล้ว นิสัยไม่ค่อยดีเลย จริงไหมคะ

มาฉุกใจได้ครั้งหนึ่งตอนมีข่าวออกมาว่าอั้ม พัชราภา อันฟอลโล่ว์อินสตาแกรมเพื่อนดาราหมด รวมถึงชมพู่ อารยาด้วย นักข่าวไปสัมภาษณ์ชมพู่ อารยาว่ารู้สึกยังไง ชมพู่ก็ตอบเป็นทำนองว่า ไม่เป็นไร เป็นสิทธิ์ของเค้า คนเราไม่ได้ชอบเหมือนกันทุกคน อั้มเค้าก็มีสิทธิ์จะเลือกติดตามคนหรือใครที่เค้าสนใจ เราเองก็ไม่ได้สนิทกัน เค้าไม่อยากตามก็ไม่แปลก เป็นเรื่องส่วนบุคคล

ชมพู่เสริมว่าตัวเค้าเองชอบฟอลโล่ว์เยอะแยะไปหมด นี่คือนิสัยเค้า

อั้มก็นิสัยอั้ม ขนาดเอ ศุภชัย ผู้จัดการส่วนตัว อั้มยังอันฟอลโล่ว์ (อั้มเคยตอบสัมภาษณ์ว่ารำคาญที่เอศุภชัยโพสต์เยอะแยะไปหมด) แต่ไม่ได้กระทบความสัมพันธ์ของอั้มกับเอ 

กรณีนั้นทำให้เราได้คิด ดาราทั้งสองใช้สื่อโซเชียลมีเดียในแบบที่ตนพอใจ ไม่ได้ยึดติดว่าใครจะตามหรือไม่ตาม หรือต้องตามใคร ไม่ต้องตามใคร พอใจจะทำแบบไหนก็ทำ

เพลินเลยมานั่งคิด เออ เนอะ... ดาราเค้ายังไม่คิดมาก มีแต่คนอื่นไปคิดแทน สร้างกระแสให้เค้ามีปัญหากัน เจ้าตัวเค้าไม่ได้รู้สึกอะไรเลย

กลับมาถึงเรื่องเรา ๆ บ้าง... ไม่ได้หมายความว่า ดาราไม่คิดมาก เราเลยไมคิดมาก... มันอยู่ที่วิธีคิดของเราต่างหาก

ทำไมเราถึงรู้สึกแย่เมื่อใครเลิกติดตามเรา... เพลินลองมานั่งคิดทบทวน อาจเป็นเพราะเค้าเบื่อหน้าเรา เบื่อเรื่องราว เบื่อรูปภาพที่เราโพสต์

หรือเพราะเค้าไม่ชอบเรา ไม่ชอบเรื่องราวที่เราลง
หรือเพราะมันเยอะเกินไป เค้าเบื่อ
หรือเพราะแฟนเค้าไม่ชอบให้เค้าสนใจเรา
สารพัดเหตุผล... แต่เพลินไม่มีทางรู้เลยว่าจริง ๆ แล้วเพราะเหตุผลใดกันแน่
ที่แน่ ๆ เค้าคงไม่คลิกกับเรา ไม่งั้นก็คงไม่เลิกตาม...

แปลว่าเราไม่ดีเหรอ...
แปลว่าเราไม่เจ๋งพอเหรอ
เราทำอะไรผิดไปล่ะ ไม่นะ ทำยังไงดีให้เค้ากลับมา...

จนกระทั่งเพลินมาคิดได้ว่า... ในเมื่อยังไม่รู้เลยว่าเพราะอะไร แล้วจะทำอะไรได้ล่ะ?
แล้วคนที่ชอบเรา ติดตามเราก็ยังมี

และต่อให้ใครเลิกติดตามเราไปกันหมด ก็แปลว่าเราต้องไปเสียใจทุกครั้งเลยหรือ...
อย่างนั้นคงไม่เป็นอันทำอะไร นั่งเสียใจทุกวันแน่ ๆ 

ลองกลับมาคิดดูว่า การลงโพสต์ของเราแต่ละครั้ง เราทำเพื่อใคร... เราทำเพื่อตัวเอง เพื่อสะท้อนตัวตนของเรา 

รูปของเรา เรื่องราวของเรา ความชอบของเรา
สวยบ้าง ไม่สวยบ้าง 
อาหารก็... พื้น ๆ บ้าง ไม่ได้หรูหราอะไร แต่มันอร่อยจนอยากอวด
มันก็เรื่องของเรา ความสุขของเรา
คำคมข้อคิดอะไรที่เราแชร์ ก็เพราะมันถูกใจเรา การระวังเพราะกลัวจะไม่ถูกใจคนอื่นล้วนเสียเปล่า... เพราะไม่มีวันที่เราจะทำให้ทุกคนชอบเราไปเสียหมด
ถ้าเราเอาความสุขของเราไปผูกไว้กับความชอบไม่ชอบของคนอื่น... เราก็จะรู้สึกแย่ เสียใจ ผิดหวัง แต่ถ้าความสุขของเราขึ้นอยู่กับตัวเราเอง ใครจะไม่ชอบเรา เราก็จะไม่เดือดร้อนอะไร ไม่มีใครไลค์สักรูป ก็ไม่เดือดร้อน
เพลินบอกน้องคนที่มาบ่นให้ฟังไปอย่างนั้น น้องก็งง ๆ ไปนิดหนึ่งก่อนจะพยักหน้า
“ก็จริงของพี่... นี่หนูขึ้นอยู่กับคนอื่นขนาดนี้เลยเหรอ”
“ลองคิดดูนะ” เพลินยกตัวอย่าง “เพื่อนที่อันฟอลโล่ว์ก็ไม่ได้เกลียดเรา ชีวิตจริงก็ยังพูดคุยกันอยู่ไม่ใช่เหรอ...”
“ใช่”


บอกแล้วว่ามันไม่ใช่ทุกอย่าง ไม่ใช่ตัวตัดสิน
อย่าเอาความสุขเราไปแขวนไว้กับรสนิยมของคนอื่น

แล้วชีวิตจะรื่นรมย์อีกเยอะ
โลกจะสวยอย่างแท้จริง

ด้วยรักจากใจ
#ผู้หญิงเชิงรุก #ผู้หญิงยุคใหม่ไม่ลำไย

วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ไม่ต้องรอใครอนุมัติตัวตนเรา




ทุกวันนี้เรามีความสุขกับตัวตนของเราหรือเปล่านะ... เหมือนจะเป็นคำถามธรรมด๊า ธรรมดา แต่มันมีความหมายลึกกว่านั้นมาก
เมื่อวาน (26 พฤษภาคม) เพลิดเปิดมาดูรายการเจาะใจตอนใกล้จะจบ ดูพิธีกรสัมภาษณ์สุภาพสตรีท่านนึงที่ให้ข้อคิดคนดูไว้อย่างน่าสนใจ

เค้าบอกว่า วันๆ หนึ่งเราถูกโฆษณากรอกหูเรื่อยๆ ว่าความสวยที่ถูกต้อง คือผิวขาวเป็นยองใย หน้าเรียววีเชป เราถูกตอกย้ำเสมอว่าหุ่นแบบไหนคือหุ่นยอดปรารถนาของคนทั่วไป ถูกยัดเยียดสินค้าและบริการผ่านการโฆษณาจากสื่อตั้งแต่เช้าจนถึงเข้านอน ว่าเรา “ต้อง”​ มีสินค้านี้ เราต้อง “เป็น” อย่างนั้นอย่างนี้ ถ้าไม่มีคือผิด คือพลาด ถ้าเราไม่ “เป็น”​ อย่างที่เค้าอยากให้เป็น เรากำลังมีปัญหานะ

แขกรับเชิญท่านนี้บอกว่าเฉลี่ยแล้วเราโดนล้างสมอง บั่นทอนตัวตนที่แท้จริงที่เรามีความสุขกับสิ่งที่เราเป็น ของที่เรามี รูปร่างหน้าตาที่แท้จริง มาตั้งแต่เด็ก มันมาในรูปแบบค่านิยม ความเชื่อที่สังคมมอบให้ ผ่านการกรอกหู ยัดเยียดของสื่อต่างๆ สื่อเหล่านี้คิดมาหลายชั้นเพื่อทลวงเข้าไปในใจคุณ ในคนรอบข้างคุณ คนรอบข้างก็ยิ่งตอกย้ำความเชื่อเหล่านั้นให้เพิ่มไปอีก เค้าบอกว่าเราโดนกรอกหูตอกย้ำเฉลี่ยห้าพันครั้งต่อวัน (ถ้าจำไม่ผิด) เราจะเขว จะเป๋ ก็ไม่แปลก แต่อยากให้ฉุกคิดสักนิดว่า เราเป็นอย่างนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ 

เราไม่มั่นใจในตัวเอง ไม่มีความสุขกับตัวตนของเรา หน้าตา รูปร่าง เราเริ่มอยากได้ลิปสติกอีกหลายๆ สีทั้งที่เราอาจไม่อยากได้ตั้งแต่แรก เราอาจจะพอใจกับลิปสองสามแท่งที่เรามีแล้ว

เราเริ่มอยากสวยแบบที่ “เค้าว่ามันดี” ผิวน้ำผึ้งละเอียดของเราเริ่มทำให้เราอึดอัด เพราะคนพากันบอกว่า ทำไมปล่อยให้ดำแบบนี้

เราต้องรอคนมายืนยันว่าเราดีพอ มากำหนดว่าเราควรมีอะไร ควรรู้สึกยังไง เราลงรูปไป ไม่มีใครกดไลค์เราก็เฟล มีคนไลค์เยอะเราก็ดีใจ... ทำไมเราต้องรอให้มีคนมาชื่นชมยอมรับว่าเราดีด้วยนะ

เรารู้สึกดีตั้งแต่แรกแล้วไม่ได้หรือไงนะ
เพลินที่กำลังจะกดเปลี่ยนช่องเลยชะงักแล้วฟังต่อ... นั่งคิดตามว่า สังคมเปลี่ยนเป็นแบบนี้แล้วจริงๆ โดยเฉพาะสังคมไทย
เราต้องรอให้คนมากำหนดว่าต้องสวยแบบไหน เราต้องมีอะไร
เราต้องรอคนมา “อนุมัติ” ว่าเราดีแล้ว

และที่น่าสะเทือนใจ...
ใครที่มีความสุขหรือพอใจกับสิ่งที่ตัวเองมี จะถูกเรียกว่า “มั่นหน้า” !
ใช่ค่ะ คนที่พอใจกับหุ่นอวบนิดๆ ผิวสีน้ำผึ้ง หรือหน้าที่ไม่วีเชป จมูกไม่โด่งแหลม หรือชีวิตที่มีอยู่แล้วตอบไปว่า “เราโอเค เราชอบที่ตัวเองเป็นแบบนี้แล้วล่ะ” กลายเป็นคน “มั่นหน้า”
คนที่มีความสุขกับตัวเอง กลายเป็นคนมั่นหน้า เพียงเพราะไม่เลือกเชื่อหรือเป็นตามเสียงสังคม

ลองมองไปรอบๆ ตัว... ก็จริงนะคะ 
คนที่มั่นใจกับสิ่งที่ตัวเองเป็นก็โดนนินทาตัดสิน

เพลินจึงอยากชวนให้สาวๆ ลูกเพจผู้หญิงเชิงรุก ฉุกคิดกันสักนิดว่า...​เรากำลังตกอยู่ในหลุมพรางความเชื่อแบบนั้นหรือไม่

เรายอมรับความเป็นตัวเองได้แค่ไหน
เราดิ้นรนอยากมี อยากเป็นใครอีกคนที่ไม่ใช่เราหรือเปล่า
ลองหันกลับมามองตัวตนอันสวยงาม ไม่เหมือนใครของคุณกันดีกว่า... เราทุกคนสวยงามในแบบของตัวเอง ไม่มีใครเหมือนใคร
เรามีจุดแห่งความสุขไม่เหมือนกัน
อย่ารอใครมา อนุมัติ ความสุข และตัวตนของเรา

   เรามีความสุขได้เองตอนนี้ เดี๋ยวนี้เลยนะคะ จากการยอมรับและชื่นชมตัวตนที่เราเป็น


วันอังคารที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

อะไรไม่ใช่ก็ปล่อยไป (Ep. 2 งานที่ไม่ใช่)



ก่อนอื่นต้องออกตัวก่อนว่าไม่ได้มายุให้ลุกขึ้นมาเปลี่ยนงานนะคะ
แต่อยากให้ลองนึกทบทวนเล่นๆ ดูว่า สิ่งที่ทำอยู่ มันใช่เราหรือไม่ เรามีความสุขหรือเปล่าที่ทำอยู่
เราชอบงานนี้ไหม หรือเราไม่ชอบอะไร
เราชอบงาน แต่ไม่ชอบระบบ.... เราชอบคน ชอบบรรยากาศ แต่ไม่ชอบงาน
หรือเราเกลียดทุกอย่างในงานที่ทำอยู่เลย?

เราต้องใช้เวลากว่า 70% อยู่ในงาน เราควรจะรักมันค่ะ ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่ต่างจากหุ่นยนต์ หรือถูกดูดวิญญาณไป ชีวิตก็จะห่อเหี่ยวไปเรื่อยๆ

ถ้าคุณยังเปลี่ยนงานไม่ได้ง่ายๆ ให้ลองปรับมุมมองในเรื่องที่ไม่ชอบดู เปลี่ยนวิธีคิดใหม่ให้ตัวเองสบายใจขึ้น
เปลี่ยนพฤติกรรมให้สอดคล้อง เหมาะสม
เพิกเฉยกับคำนินทาว่าร้าย หรือเรื่องซุบซิบ

ให้เวลากับตัวเอง... ตีแผ่ความในใจ คุยกับตัวเองให้มาก ว่างานที่เราทำ ใช่แค่ไหน อะไรใช่ อะไรไม่ใช่ แล้วเราจะแก้อย่างไรได้บ้าง
แต่ละคนจะได้คำตอบไม่เหมือนกัน

เริ่มหาสิ่งที่คุณชอบ และสิ่งที่มัน “ใช่” แล้วให้เวลากับมันหน่อย... 

เปิดโอกาสให้ตัวเองได้เลือก...​ได้ลอง
แล้วเราอาจจะพบว่า งานที่ใช่ อาจจะมาถึงได้ในไม่ช้า เหลือแค่จะคว้ามันไว้หรือไม่เท่านั้นเอง


#ผู้หญิงเชิงรุก #ผู้หญิงยุคใหม่ไม่ลำไย #beautygoodvibes #beautifulmind #beautifulsoul #mindandsoulcoach #beautymindcoach

กับดักความสุข - กับดักความสำเร็จ



คุณติดกับดักอยู่ในความฝันสำเร็จรูปหรือเปล่า?


ระยะ 3-4 ปีให้หลังมานี้ เพลินสังเกตว่าวงการธุรกิจ โดยเฉพาะออนไลน์เฟื่องฟูมาก คนมีช่องทางทำมาหากินจากออนไลน์สะดวก และง่ายขึ้น หลายคนตั้งตัวได้จากการริเริ่มทำธุรกิจออนไลน์ หรือใช้เครื่องมือออนไลน์ช่วยนี่แหละ เราจึงเห็นว่าเกิดเศรษฐีใหม่ขึ้นจำนวนมาก บางคนยังเรียนอยู่ก็จับเงินแสน บางคนจบใหม่ มีบ้าน มีรถ เงินล้านหลั่งไหลเข้ามาง่ายดาย อายุน้อยก็เป็น Ceo เป็นเจ้าของธุรกิจได้ ดูแลทีมหรือพนักงาน สื่อต่างๆ ก็มักจะนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้เพราะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ เราจึงได้ดูได้เสพเรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้เป็นประจำ
เพลินไม่ได้ต่อต้านเรื่องโมเดลธุรกิจ หรือความร่ำรวยอย่างรวดเร็ว ไม่ได้แอนตี้ิวิธีการใด ตรงกันข้ามกลับชื่นชมเสียด้วยซ้ำ 

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ เรื่องราวความสำเร็จ “แบบแผน” ที่ถ่ายทอดส่งต่อกันอย่างต่อเนื่องนี่ล่ะ ที่ได้สร้าง “ค่านิยมใหม่” ขึ้นในสังคมไทยขึ้นมา
ค่านิยมของการรวยเร็ว
ค่านิยมที่วัดความสำเร็จด้วยจำนวนเม็ดเงินที่ได้

โอกาสทำเงินง่ายขึ้นกว่าเมื่อก่อน ยิ่งมีคน “รวย”​ ได้ง่ายมากเท่าไหร่ มาตรฐานใหม่ก็เริ่มก่อตัวขึ้น
หน้าตาของ “ความสำเร็จ” เริ่มจากการให้มีเงิน และมีให้มากขึ้นๆ ยิ่งมีมากเท่าไหร่ยิ่งแปลว่า “ประสบความสำเร็จ”

ใครทำเงินได้มากแปลว่าเก่งมาก
ใครหาเงินได้เยอะ = ประสบความสำเร็จ

เราจะเริ่มเห็นคนนิยาม “ความฝัน” เหมือนกันมากขึ้น...

“อยากจับเงินแสน” “อยากจับเงินล้าน” “จะต้องมีเงินสิบล้าน ร้อยล้านให้ได้”
พูดง่ายๆ คือ “ต้องรวยเป็นมหาเศรษฐี”

อยากรวย อยากมีเงินไม่ผิดแต่อย่างใด

แต่สะดุดใจที่...ความอยากรวยมันกลายเป็น “ความฝันสูงสุด” และ “ความฝันพิมพ์นิยม” ไปตั้งแต่เมื่อไหร่
เราถูกกล่อมด้วยเรื่องราวความสำเร็จ มีเงินมหาศาล เป็นบรรทัดฐาน
โดยที่หลงลืมไปว่า “ความฝัน” ที่แท้จริงของเราคืออะไรกันแน่?

ความฝันสมัยเด็กที่เรื่องเงินๆ ทองๆ ยังไม่ละเลงจนเราไขว้เขว
ความฝันสมัยนั้น...ที่​ นิยามความสำเร็จ” ของเราอาจจะหมายถึง ..
                การเป็นนักบินอวกาศที่ค้นพบดาวดวงใหม่สักดวง
เป็นนักเขียนที่คนอ่านชื่นชอบผลงาน
เป็นคุณหมอที่รักษาคนไข้ให้หายจากโรคภัย
เป็นตำรวจที่ดี พิทักษ์ความยุติธรรม
เป็นนักดนตรีที่ได้เล่นเพลงเพราะๆ 
เป็นคุณครูให้ความรู้ อบรมสั่งสอนให้เด็กเป็นคนดี
หรือแม้แต่การอยู่สุขสงบกับครอบครัวหรือคนที่เรารัก

เราหลงลืมไปว่า ความสุขที่แท้จริงของเราคืออะไร... จำกลิ่นของความสุข และความฝันของเราได้อยู่หรือไม่

บางทีเราอาจจะมีความสุขแล้วกับสิ่งที่เป็นอยู่ แต่วิ่งไล่ไขว่คว้าเงินทองเพิ่มขึ้นเพราะคิดว่าคือมาตรวัดความสำเร็จที่แท้จริงหรือเปล่า
จริงอยู่ว่าเงินเป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต เลี้ยงปากท้อง ปฏิเสธไม่ได้ว่าเงินช่วยบันดาลและแก้ปัญหาได้สารพัด

เพลินไม่ได้บอกให้เราปฏิเสธเงิน (เพลินก็ยังอยากได้อยู่นะ) แต่เงินไม่ควรกลืนกินตำแหน่ง “ความฝันอันสูงสุด” ของเรา

เราควรจะมีความสุขง่ายๆ ได้ทำในสิ่งที่รัก สิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตวิญญาณอย่างแท้จริง เงินเป็นเรื่องที่มาด้วยกัน ให้คิดวางแผนอย่างรอบคอบ มีสติ หาเพิ่มแบบที่ไม่กัดกินตัวตน

เงินที่เพิ่มขึ้นควรจะเพิ่มเพื่อสนองความฝันที่แท้จริงของเรา

ความฝันและความสุขของเราแต่ละคน หน้าตาไม่เหมือนกัน 

ลองฟังเสียงหัวใจตัวเองดูว่า... จริงๆ แล้ว ความฝัน หรือ ความสุขของคุณคืออะไรกันแน่ 
ถ้าไม่เคยถามหรือไม่เคยมี ก็ลองคิดได้แล้ว

ที่แน่ๆ เพลินเชื่อว่า ไม่ใช่การมีเงินให้มากที่สุด


         ด้วยรักจากใจ
           ผู้หญิงเชิงรุก

#ผู้หญิงเชิงรุก #ผู้หญิงยุคใหม่ไม่ลำไย #สวยสมองดี #Beautygoodvibes #Beautifulmind #beautymindandsoul #mindandsoulcoach #beautymindcoach


วันจันทร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2561

อะไรไม่ใช่ก็ปล่อยไป (Ep.1 รับมือกับคำนินทาว่าร้าย)




#อะไรไม่ใช่ก็ปล่อยไป #รับมือกับคำนินทาว่าร้าย

ไม่มีใครไม่เคยถูกนินทา... ไม่มีใครที่มีแต่คนรักเท่านั้น หาคนไม่ชอบไม่มีเลย
แต่บางครั้งเวลาได้ยินใครว่าร้าย ดูถูก เหยียดหยาม ไม่ว่าเล็กน้อยจนถึงใหญ่โต เรามักรู้สึกแย่ รู้สึกไม่ดี เสียใจ หรือบางครั้งถึงกับโกรธเกรี้ยว 

เราตอบกลับ หรือมีปฏิกิริยา (Reaction) กับคำกล่าว คำวิจารณ์ คำนินทาเหล่านั้นทางใดก็ทางหนึ่ง รุนแรงหน่อยก็ด่ากลับ หาวิธีแก้แค้น เอาคืน หรือทำให้อับอาย ตายกันไปข้าง

ทั้งนี้เพราะเรามีภูมิต้านทานไม่เท่ากัน
เราไม่ “ปม” ในใจไม่เหมือนกัน
ประสบการณ์ ความเชื่อ ความคิดเราแตกต่างกัน 

เช่นเดียวกับคนพูด หรือคนที่ด่าว่าเราสิ่งที่เขาพูด สะท้อนสิ่งที่เขาคิด สะท้อนจิตใจที่เขาเป็น


ไม่ได้สะท้อนความจริงที่เป็นตัวเรา

ดังนั้น...​ เมื่อได้ยินได้ฟังคำด่า คำนินทา สิ่งที่เราทำได้คือ “พิจารณา” 

เราเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า... ถ้าเป็น เป็นแค่ไหน รับฟัง และนำไปพัฒนาปรับปรุงตัว ส่วนไหนไม่ใช่ ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ ส่วนไหนเป็นอารมณ์ของคนพูด ไม่ต้องรับมา

หากเราไม่ได้เป็นอย่างนั้น... ก็ไม่ต้องรับมันไว้ ให้ปล่อยมันไป
เพราะ “มันไม่ใช่เรา”
อะไรไม่ใช่ก็ปล่อยไป

คำพูดร้ายกาจ ไม่เป็นความจริงเหล่านั้น สะท้อนจิตใจ ความคิดของคนพูด
ไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย
สงสารคนพูดเสียเปล่าๆ ที่เขามีความคิดบิดเบี้ยว 

หากเราไม่รับมันเสียอย่าง เราก็ไม่เจ็บ
เราไม่รับ เพราะเราพิจารณาแล้ว ว่า “เราไม่ได้เป็นอย่างนั้น”
อะไรไม่ใช่ก็ปล่อยไปเนอะ

ด้วยรักจากใจ
ผู้หญิงเชิงรุก

 #ผู้หญิงเชิงรุก #ผู้หญิงยุคใหม่ไม่ลำไย  #beautifulmind #beautygoodvibes #beautymindcoach #beautifulsoul #mindandsoulcoach #nlp 


วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

รู้จักรับคำชมให้เป็น



#รู้จักรับคำชมให้เป็น
สังคมไทยโดยมาก สั่งสอนกันมาว่า ไม่ให้ชม ชมแล้วจะเหลิง หรือพอได้รับคำชม ก็ต้องรีบถ่อมตัวและปฏิเสธไปทันที
แย่ยิ่งไปกว่านั้น บางคนนอกจากปฏิเสธแล้วยังกด หรือด่าตัวเองซ้ำไปอีก
อาจจะด้วยคิดว่าการตอบรับคำชมเป็นการแสดงการอวดเก่ง อวดดี คนดีต้องถ่อมตัว

และด้วยความรู้สึกไม่มั่นใจลึกๆ ของตัวเอง

เมื่อมีคนชม จึงผลักมันออกไปทันทีเพราะคิดว่าตัวเองไม่คู่ควร

รู้ไหมคะว่า...​การบอกปัดคำชม และกดตัวเอง เป็นการฝังโปรแกรมลงในจิตใต้สำนึกเรา
ว่าเราไม่ต้องการคำชมนั้น...​เราไม่ต้องการเป็นแบบคำชมนั้น เป็นการบอกว่า

เราไม่เอา

เช่น มีคนชมเราว่า "โอ้โห สวยขึ้นมากเลยนะคะเนี่ย"
เราตอบว่า

"ไม่สวยเลยค่ะ จริงๆ สิวเต็มเลยแต่เอาแป้งปิดไว้"


มีคนชมว่า "คุณผอมลงเยอะเลยค่ะ สวยมากๆ เลย เปลี่ยนไปมาก"

เราตอบกลับแต่ว่า

"ไม่หรอกค่ะ แขนยังใหญ่อยู่เลย พุงก็ไม่ลง"


เท่ากับคุณกำลังบอกปัดสิ่งนั้น และรับเอาสิ่งแย่เข้ากับตัว...​คุณป้อนความคิด ความเชื่อนั้นให้จิตใต้สำนึกคุณ
เพลินอยากให้ลองมองว่า

คนชมคุณ แปลว่าเขามองเห็นสิ่งนั้นในตัวคุณ
ไม่ต้องไปคิดว่าเขาชมตามมารยาทหรือแกล้งทำ ไม่ต้องคิด
สิ่งที่คุณควรทำคือ ยิ้ม และตอบว่า "ขอบคุณค่ะ"


ง่ายๆ เลย สาวๆ เป็นกันบ่อย
"สวยจังเลยค่ะ"
มักตอบว่า
"ไม่หรอกค่ะ"


อย่านะคะ ให้ส่งยิ้มพอดีๆ (ถ้ากลัวดูมั่นหน้าจนน่าหมั่นไส้) แล้วตอบว่า "ขอบคุณค่ะ"

อย่าได้กดตำหนิตัวเองเป็นอันขาด

ตอบรับคำชมให้เป็น

ตอบ ขอบคุณค่ะ ง่ายๆ เท่านั้นเอง
เป็นการขอบคุณและรับความเชื่อ คำชมนั้นเข้ามาในใจ

จิตใต้สำนึกเค้าฉลาดมากนะคะ เค้าจดจำ สำนึก เก็บบันทึกความรู้สึก อารมณ์ ความคิด ความเชื่อทุกอย่างไว้ คำพูดทุกคำมีผลเสมอ... ถึงต้องระวังคำพูดที่มีต่อตัวเอง และคำพูดที่เปล่งออกไป จิตใต้สำนึกเค้าทำงานตลอดเวลา และเค้าไวมากๆ

อย่าลืมนะคะ ผู้หญิงสวยสมองดี เค้าตอบรับคำชมเป็น
ตอบ ขอบคุณค่ะ

ด้วยรักจากใจ

ผู้หญิงเชิงรุก

#ผู้หญิงเชิงรุก #ผู้หญิงยุคใหม่ไม่ลำไย #สวยสมองดีเนรมิตได้ #Beautygoodvibes #beautymindcoach #beautifulmind #beautifulsoul #mindandsoulcoach


วันหนึ่งเพลินได้รับคำชวนให้ไปเดินแบบงานเปิดนาฬิกา วูบแรกใจรีบปฏิเสธทันทีด้วยความกลัว และความไม่มั่นใจอยู่ลึกๆ เห็นอย่างนี้สาวๆ หลายคนอาจนึกไม่ออกว่าเพลินเนี่ยนะกลัว มีอะไรต้องกลัว ออกจะพร้อมทั้งหน้าตารูปร่างหรืออะไรก็ว่าไป แต่บอกตรงๆ ว่าลึกๆ เป็นคนไม่มั่นใจมาก่อนโดยเฉพาะในเรื่องรูปร่างหน้าตา แม้ว่าตอนเด็กๆ จะร่วมกิจกรรม เป็นเชียร์ลีดเดอร์ ทำการแสดงเกือบทุกปี แต่ความกังวลเรื่องรูปร่างหน้าตามันไม่เคยหายไปไหน
.
เป็นเพราะเรารู้สึกว่าเราตัวใหญ่ ไม่เพรียวบางเหมือนคนอื่น เพลินเชื่อว่าหลายคนอาจจะเคยเป็นค่ะ ปมวัยเด็ก ยิ่งถูกล้อ ยิ่งไม่มั่นใจ มันติดตัวมาจนโต แม้ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไหร่ มันจะมีบางเสี้ยวที่ร้องเตือนอยู่ เพลินเองก็เป็นค่ะ แต่เราในวันนี้ วัยนี้ รู้เท่าทันตัวเองแล้ว เมื่อแวบนั้นที่กลัว เตรียมปฏิเสธก็รีบดึงตัวเองกลับมา แล้วบอกตัวเองว่า “นี่แหละ โอกาสที่ฟ้าส่งมาเพื่อให้เราลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ” เป็นโอกาสที่เพลินจะได้พิสูจน์กับตัวเอง ไม่ใช่พิสูจน์ให้ใครเห็น ว่า “ฉันทำได้” “ฉันเป็นอะไรก็ได้ที่อยากจะเป็น”
.
เพลินจึงตอบตกลง และบอกตัวเองว่า “เราไปเพื่อความสนุกของเรา” “ไปเพื่อค้นหาตัวเอง” “ไปเพื่อเรียนรู้อีกโลกหนึ่ง”
ตัดความกังวลไปให้หมดว่าฉันสวยหรือเปล่า ฉันผอมพอไหม ฉันจะสู้คนที่เจนเวทีคนอื่นได้หรือเปล่า ฉันไม่ใช่สาวสังคม คนจะมองว่าอีเจ๊นี่เป็นใครหรือเปล่านะ
.
ฉันคิดเพียงแต่ว่า ฉันไปเพื่อค้นหา และเรียนรู้ และเพื่อบอกตัวเองว่า “ฉันเดินแบบได้นะ” ฉันไม่ได้แค่เขียนหนังสือเป็น ฉันไม่ใช่แค่นักธุรกิจ ฉันยังเดินแบบก็ได้ด้วย
.
วันนั้นเพลินเหมือนจะเตี้ยที่สุด แต่เพลินไม่แคร์เลย ไม่กลัวด้วย เพราะมั่นใจว่าวันนี้เราสวยพร้อมทั้งหน้า ทั้งผม เราเตรียมตัวมาดี และเรามาเพื่อสนุก “สนุก” นี่สำคัญ มันทำให้เราไม่กดดัน คิดเสียว่ามาทำเวิร์คชอป
.
สุดท้ายวันนั้นทุกอย่างผ่านไปด้วยดี และเพลินก็ดีใจมากๆ มันไม่ได้มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด ดีใจที่ตัวเองทำได้ เป็นอีกบทบาทที่เราก็ทำได้นะ ถึงเราไม่ใช่สาวสังคมจ๋า แต่เราก็ทำออกมาได้ดี
.
ดังนั้น ที่เพลินอยากจะบอกก็คือ การก้าวข้าม Comfort Zone นั้นสำคัญมาก บางคนคิดว่าการ play safe อยู่ในที่ปลอดภัยเงียบๆ นี่ไม่เจ็บตัว ไม่อาย แต่... ถ้าเราทำได้ เราก็จะได้ค้นพบว่าเราทำอะไรได้มากกว่าที่เราคิด! เราจะทึ่งกับตัวเรา และมั่นใจในตัวเองมากขึ้น พอมั่นใจแล้วสิ่งที่ตามมาคือเราจะเคารพรักในตัวเอง เห็นค่าในตัวเอง แล้วยังไงต่อน่ะหรือคะ การเคารพรักตัวเองนี่เป็นจุดเริ่มต้นของอะไรดีๆ อีกมากมาย เช่น ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ ไม่ยอมตกเป็นเหยื่อ ไม่ยอมถูกทำร้ายทั้งกายและใจ
.
และคุณจะกล้าคิดกล้าทำ กล้าฝันทุกอย่าง
เริ่มทุกอย่างด้วยความมั่นใจ แล้วสิ่งดีๆ ก็จะตามเข้ามา
.
ดังนั้น อย่าปฏิเสธโอกาสที่จะก้าวผ่าน Comfort Zone ของตัวเองนะคะ
ด้วยรักค่ะ
#ผู้หญิงเชิงรุก
กดติดดาว See First เพื่อไม่พลาดเคล็ดลับและกำลังใจดีๆ สำหรับสาวๆ นะคะ

อย่าทำร้ายคนที่เรารักมากที่สุด



เคยเป็น หรือ เคยเจอไหมคะ คนที่ทำร้ายคนที่รักเรา หรือปรารถนาดีกับเรา ไม่ว่าจะด้วยคำพูด หรือด้วยการกระทำ... แต่กลับไปยอมจำนนให้กับคนที่โขกสับ ทำร้าย หรือทำไม่ดีกับเรา
.
น่าแปลกไหมคะ เราควรจะถนอมน้ำใจคนที่รักเราไม่ใช่หรือ แต่บ่อยครั้งที่เรากลับเลือกจะเหน็บแนม ด่าว่า หยอกแรงๆ พูดไม่ดี ทำตัวไม่ดีกับคนเหล่านั้น ทั้งที่เราจะไม่ทำก็ได้ แต่ทำไมเราถึงเลือกทำ...
.
แต่กับคนที่เอาเปรียบเรา ทำไม่ดีกับเรา มีปัญหาก็ไม่เคยช่วยเหลือ ไม่เคยจะอยู่ข้างๆ แต่เรากลับไม่กล้าจะลุกขึ้นปกป้องตัวเอง หรือตำหนิการกระทำไม่ดีของคนๆ นั้น เลือกจะปิดปากเงียบ ไม่สู้ ไม่กล้าแขวะ ไม่กล้าทวงเงิน ไม่กล้าตอกกลับว่าเขาไม่มีสิทธิ์พูดหรือทำกับเราแบบนั้น ไม่กล้าบอกว่าสิ่งที่เขาทำมันไม่ดี มันแย่... แค่พูดว่า "ไม่อยากมีปัญหา" หรือ "ไม่อยากมีเรื่อง"
.
แล้วเอามาลงกับคนที่รักเราแทน ไม่ค่อยจะคิดเยอะเวลาจะพูดจาด้วย อยากจะแซวแรงๆ ก็แซว อยากจะแกล้งให้อายก็ทำ ทั้งที่เราควรจะคำนึงถึงความรู้สึกของคนกลุ่มนี้มากกว่าเสียอีก
.
เพลินเพิ่งเจอเหตุการณ์นี้มาเมื่อไม่กี่วันจากเพื่อนที่ค่อนข้างสนิท จริงๆ ไม่มีอะไรมากเป็นการแซวเฉยๆ แต่ก็นับว่าแรงสักหน่อยต่อหน้าคนอื่น แวบแรกเพลินค่อนข้างเคืองนะคะ เพราะรู้สึกว่า คำพูดมีเป็นร้อยเป็นพัน เขาสามารถเลือกพูดอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่คำพวกนี้ เพราะมันไม่สร้างสรรค์ และแสดงให้เห็นว่าไม่ถนอมน้ำใจเราเลย ขณะที่ตัวเขากลับไม่กล้าปฏิเสธคนทวงตังค์ หรือกล้าทวงเงินคนที่เอาเปรียบเขาทุกทาง ไม่เกรงใจเขา
.
เรื่องใหญ่อย่างนั้นไม่กล้าว่า แล้วทำไมสิ่งที่ไม่เป็นเรื่องเลยถึงกล้าพูดแรงๆ
.
ลองวิเคราะห์ดู อาจเป็นกลไกทางจิตอย่างหนึ่ง เรารู้ว่าคนเนี้ยรักเรา ดีกับเรา เค้าไม่ทำร้ายเราง่ายๆ ไม่โกรธเราหรอก เราจะพูดยังไงก็ได้ แซวแรง หักหน้ายังไงก็ไม่โกรธ
ยังไงเค้าก็ยังอยู่... ยังไงก็รัก
.
ถ้ามองว่าแซวนิดแซวหน่อยก็โกรธ... ก็อยากให้มองใหม่ว่า คนเรามองเรื่องเล็กน้อยกับใหญ่โตต่างกัน
และคำพูดสร้างสรรค์มีมากมายโดยไม่ต้องทำร้าย แม้เล็กน้อยก็ไม่ควรจะทำร้ายกันโดยเฉพาะกับคนที่รักเรา
คำพูดทำร้ายคนได้มากกว่าที่คิดนะ ดังนั้น คิดสักนิดก่อนพูด
จริงๆ ไม่ได้โกรธเพื่อนคนนั้นแล้วนะคะ แต่แค่รู้สึกสงสัยว่าอะไรทำให้มนุษย์มักมีธรรมชาติทำร้ายคนที่รักเรา... เพราะเค้ารู้มังคะว่ายังไงคนๆ นั้นก็ยังอยู่
และอยากเชิญชวนให้เราสำรวจตัวเองกันสักนิดว่าเรากำลังมีพฤติกรรมเหล่านี้อยู่หรือเปล่า... ทำร้ายคนที่รักเราด้วยคำพูดหรือการกระทำ แต่ยอมให้คนที่ไม่ดีกับเราเอาเปรียบเราโดยไม่ลุกขึ้นตอบโต้
แค่คิดให้เยอะขึ้นก่อนพูดอะไรกับคนที่รักคุณ
แทนที่จะไปคิดเยอะไม่กล้าพูดกับคนที่ทำร้ายเรา
=====
ด้วยรักจากใจ
ผู้หญิงเชิงรุก

ผู้หญิงไซส์ M แล้วไง ใครแคร์?


ผู้หญิงไซส์ M
แล้วไง... ใครแคร์? ไซส์ไหนก็สวยได้
มันคือเรื่องของ Attitude ล้วนๆ
.
เพลินจะขอเล่าสั้นๆ ว่าตัวเองเป็นคนโครงใหญ่ อ้วนง่าย ยิ่งอายุมากขึ้นยิ่งลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วน ออกกำลังกายก็ลงยากกว่าเดิมค่ะ จากที่สมัยวัยรุ่นหรือสาวกว่านี้ใส่ S (เพราะถึงแม้จะโครงใหญ่ อ้วนง่าย แต่ก็ยังไม่ถือว่าอวบอ้วนเกินงาม แค่ไม่ใช่คนผอมเพรียว สลิมบาง) มี M บ้างประปรายแต่ก็ไม่ถือว่าเยอะ เราก็คิดว่าเป็นที่แบบเสื้อผ้า
.
ทีนี้ผ่านมาจนจะเข้าเลขสาม คราวนี้ต้องไซส์ M อย่างเดียว เวลาไปซื้อเสื้อผ้าก็ใส่ S ไม่ค่อยจะได้แล้ว ณ วันหนึ่งเพลินจึงตระหนักได้ว่านี่เรากลายเป็นผู้หญิงไซส์ M เต็มตัวแล้วหรือนี่
.
เวลาไปเจอเพื่อน เจอคนที่ผอมเพรียวเอวบาง แขนเล็ก หน้าเล็กเท่าฝ่ามือ เพลินจะรู้สึกว่าตัวเองตัวใหญ่ยักษ์ทันที ยิ่งถ่ายรูปด้วยกันเพลินจะต้องระวังแขนเสมอ เมื่อก่อนก็นึกน้อยใจเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้ไม่แล้วค่ะ เพราะการที่เรามัวแต่เอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นเสมอมันทำให้เรายิ่งหงุดหงิด เสียใจ และไม่อิ่มเต็มกับตัวเอง
.
วิธีแก้เบื้องต้นที่ง่ายที่สุดคือ
1.มองตัวเองในกระจกให้เต็มตา ยิ้มให้ตัวเอง แล้วบอกว่า “ฉันคือฉัน ฉันสวย”
2.มองหาข้อดีในตัวเองมากกว่าข้อด้อย พูดออกมาให้ได้ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดี เช่น “ฉันยิ้มสวย” “ฉันขาเล็ก” “ฉันตาสวย” “ฉันผิวเนียน”
3. หาข้อดีทางอุปนิสัยของตัวเอง เช่น นิสัยดี พูดเก่ง ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีน้ำใจ อารมณ์ดี
4. นึกถึงความสามารถของตัวเอง เช่น ทำกับข้าวเก่ง ทำงานเก่ง เลี้ยงดูครอบครัวให้อิ่มสำราญทุกคน เลี้ยงลูกได้ออกมาเป็นคนดี แก้ปัญหาให้คนอื่นได้
5.โฟกัสแต่ข้อดีเหล่านี้ของตัวเอง อย่าไปเพ่งว่าแขนใหญ่ เป็นสิว อ้วน พุงห้อยกว่าคนอื่น อย่าด่าตัวเอง เมื่อไรที่เผลอนึกแบบนี้ให้รีบนึกถึงสิ่งดีๆ ของตัวเองเข้าไว้ เช่น
“ถึงฉันจะพุงใหญ่แต่ฉันก็สวย”
“ถึงฉันจะแขนใหญ่แต่ผู้ชายก็ชอบคุยกับฉันเพราะฉันคุยสนุก และทำให้คนใกล้ชิดสบายใจ”
.
*** หลังจากนั้นให้เราพัฒนาสิ่งที่เราคิดว่าบกพร่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นใจ อย่าไปเครียดกับมัน เช่น ไปออกกำลังกาย เข้าฟิตเนส เพื่อให้แข็งแรงและมีรูปร่างสมส่วนมากขึ้น และใจเย็นกับมัน
คิดว่า “เราทำเพื่อความมั่นใจ” และทำด้วยความสุข อย่าไปเครียดว่า “ฉันอ้วนๆ ๆๆๆๆ เมื่อไหร่จะลงซะทีวะ”
ให้เปลี่ยนเป็นคิดว่า ผ่านไปอีกวันที่หุ่นฉันกำลังดีขึ้น
.
ต่อให้ออกกำลังกายแล้วลงช้า หรือแทบไม่ลงเลยก็อย่าสติแตก
จำไว้ว่าโฟกัสแต่สิ่งดีๆ ของตัวเอง แล้วไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงไซส์อะไร M, L , XL, XXL คุณก็จะมีความสุข เพราะคุณรู้ว่าคุณมีคุณค่า มีความดีอื่นๆ ที่มากไปกว่ารูปร่างหน้าตา
.
จำไว้ว่าคำด่า คำตัดสินของคนอื่น สะท้อนคุณค่าของเขา ไม่ได้แปลว่าเราเป็นแบบนั้น
.
ผู้หญิงสวยไม่ใช่แค่ไซส์ แต่สวยที่ใจ ความคิด สมอง และสวยที่มีความสุขกับตัวเองได้ค่ะ
ชอบกดไลค์ ใช่กดแชร์
** กด See First ติดตาว เพื่อไม่พลาดข้อคิดดีๆ เคล็ดลับเด็ดๆ และกำลังใจในการพัฒนาตัวเองสำหรับผู้หญิงนะคะ