วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561

Valentine เป็นยังไงอยู่ที่ใจเรานิยาม



#Valentineเป็นยังไงอยู่ที่ใจเรานิยาม
วาเลนไทน์นี้เป็นปีแรกที่เพลินไม่ได้นึกถึงเท่าไหร่ แถมไม่เจอแฟนด้วย อยู่กันคนละที่... ไม่ได้เรียกร้องอยากได้ของหรือต้องไปสวีตที่ไหน

ต่างจากสมัยก่อนที่ถือเป็นวาระแห่งชาติ
ไม่ใช่เพราะเราชินกับที่ผู้ชายทำให้
แต่เพราะใจเต็ม ไม่ได้รู้สึกขาดอะไร วันนี้ก็เลยเป็นวันธรรมดาอีกวัน
ไม่ต้องมีดอกไม้ ไม่ต้องมีของขวัญ ไม่ต้องไปเดตดินเนอร์หรูหราหวานแหวว
ย้อนกลับไปคิดว่าเพราะอะไร...
.
เพราะเราหาความสุขเติมให้หัวใจเราได้ด้วยตัวเอง

สาวๆ หลายคนบ่นให้เพลินฟังว่าวาเลนไทน์ทีไร เหงาใจทุกที ไม่มีแฟนไปเดต ให้ของขวัญ หรือไม่มีโมเมนต์สวีตให้ชุ่มฉ่ำใจ
แม้แต่คนที่มีแฟนแล้วบางคนก็บ่นเรื่องความรักจืดจาง หรือแฟนไม่สนใจ ไม่ให้ความสำคัญ
หากพูดในฐานะที่ไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ส่วนตัวว่าเค้ามีปัญหากันยังไงหรือไม่....
.
เพลินจะตอบแบบง่ายๆ ว่า เพราะเราเอาค่าทั้งหมดไปผูกติดกับเทศกาล... ไปติดกับวันวันนี้วันเดียว
เราผูกกับวันวาเลนไทน์ไม่พอ
ยังผูกกับคนรักของเรา...
แล้วเอามาตัดสินว่า ทำแบบนี้คือรัก ทำแบบนี้คือไม่เห็นค่า
สำหรับคนโสด ก็เอามาชี้จี้ใจตัวเองว่า ช่างเปล่าเปลี่ยวซะจริงๆ เลย

.
โลกนี้ ชีวิตนี้มีอะไรให้เราทำอีกเยอะนะคะ
ทำอะไรที่เราชอบ เรารัก มีความสุข
เติมความสุข สนุกสนาน ให้หัวใจตัวเอง
ตัดสินความสุขด้วยใจเรา
ไม่ต้องเทียบกับใคร...
อย่าใส่ยาพิษด้วยการน้อยเนื้อต่ำใจ
มองข้อดีให้ได้สักข้อจากสิ่งรอบตัว
แล้วคุณจะผ่านความหดหู่วันวาเลนไทน์ไปได้
มันไม่ยาก เมื่อหัวใจคุณเต็มอิ่มด้วยตัวเอง

.
สุขสันต์วันวาเลนไทน์นะคะสาวๆ
และฝันดีค่ะ
สัญญาว่าจะมาอัปสาระดีๆ ให้สาวๆ ฟังบ่อยๆ ไม่หายไปนานๆ แล้วนะคะ

We put on different glasses, so we see things through different eyes. เรามองโลกยังไง อยู่ที่สวมแว่นตาไหนมอง




#เรามองโลกยังไงอยู่ที่สวมแว่นตาไหนมอง
วันก่อนเพลินไปกินข้าวกับเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนาน คุยกันสัพเพเหระจนไปถึงละครเรื่อง #ความรักครั้งสุดท้าย เราคุยกันเรื่องนี้ในฐานะผู้หญิงที่โตแล้ว ผ่านทุกข์สุขในชีวิต ในรักกันมาพอสมควร เราสองคนมีเส้นทางชีวิตบางอย่างคล้ายกัน เมื่อมีปัญหา เรามักเข้าใจกันได้ดี แต่หลังจากวันที่เพลินได้ลองปรับเปลี่ยนมุมมองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวแล้ว การพูดคุยแง่มุมชีวิตรสริน นางเอกในละครคนนั้น เพลินกลับพบว่าตัวเองกับเพื่อนมองต่างกันไม่น้อย
.
เรื่องคร่าวๆ คือ “รส” เคยมีความรักกับ “พัท" หนุ่มรุ่นน้องสมัยเรียน แต่ก็แยกจากกันเมื่อฝ่ายชายต้องไปเรียนต่อเมืองนอก รสใช้ชีวิตสนุกสนานอยู่สักพักก็ตัดสินใจแต่งงานกับ “ธี” ผู้ชายทำงานเก่ง สมบูรณ์แบบ และมีลูกด้วยกันสามคน
แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปรสกลับพบว่าตัวเองไม่มีความสุขเลย มีปากเสียงกับธีบ่อยเพราะความเห็น ทัศนคติ ความชอบอะไรไม่ตรงกันสักอย่าง ธีทำงานหนักหวังเก็บเงินสร้างครอบครัวให้มั่นคงจนละเลยครอบครัว ตำหนิติเตียน และดูถูกความเป็นศิลปินชอบวาดรูปของรส เคยสัญญาว่าจะพารสไปเที่ยวฝรั่งเศสตั้งแต่ก่อนแต่งงานแต่ไม่เคยพาไป และนำเงินเก็บที่จะกันเป็นเงินไปเที่ยวเอาไปลงทุนหมด
รสทะเลาะกับธีบ่อยขึ้น และเริ่มตระหนักว่าไม่มีอะไรเหมือนกันเข้ากันเลย เป็นจังหวะเดียวกับที่พัทกลับมาจากเมืองนอก พัทยังรักรส และทำให้รสนึกถึงความสุขสมัยก่อน และสบายใจที่จะอยู่พูดคุยกับพัทโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเสียหาย แต่สร้างความไม่พอใจให้ธี
ธีเริ่มหึงหวงระแวงอีกหลายต่อหลายครั้ง และดูถูกดูแคลนรสทั้งเรื่องความรัก หน้าที่การงาน ความฝัน และเริ่มลงมือทำร้ายร่างกาย ด่าทอหยาบคาย แอบเอาลูกไปซ่อน
จนวันหนึ่งรสทนไม่ไหวต้องขอหย่ากับธี
.
เรื่องราวต่อจากนี้ยังมีอีกมาก แต่ประเด็นสำคัญอยู่ในส่วนที่เพลินเพิ่งเล่าไปข้างบน
 เมื่อเพลินกับเพื่อนคุยกันถึงเรื่องนี้ เพื่อนเพลินพูดขึ้นว่า

“รสนี่ก็เกินไปเนอะ แค่แฟนไม่พาไปเที่ยวฝรั่งเศส ถึงกับต้องน้อยใจ กลับไปคุยกับกิ๊กเก่า”
เพลินฟังแล้วสะดุดหูนิดหน่อย เพราะเพลินมองต่างไปจากเพื่อนอย่างสิ้นเชิง
เพลินมองว่ารสมีความฝันอยากไปเที่ยวฝรั่งเศสตั้งแต่ก่อนแต่งงาน แม้ธีไม่ค่อยอินตามแต่ก็สัญญากับรสว่าจะพาไป เมื่อเวลาผ่านไปจนมีลูกสามคน ธีกลับไม่พูดถึงเรื่องนี้อีก ไม่คิดเผื่อ และมองว่าไร้สาระ ขณะที่รสฝังใจว่าอยากไปและธีก็ให้สัญญา
.

แต่เรื่องนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งของปัญหาที่ทำให้รสกลับไปคุยกับพัทอีกครั้ง เพราะมีปัญหากับธีทุกๆ ด้านจนต้องมาถามตัวเองว่า
“ทำไมฉันถึงแต่งงานกับผู้ชายคนนี้ ในเมื่อไม่มีอะไรเข้ากันเลยสักนิด” 

รสไม่ได้น้อยใจเรื่องฝรั่งเศสจนต้องมาคุยกับพัท
แต่รสทนธีไม่ไหว

.

กลับมาที่เรื่องความเห็นของเพื่อนเพลิน... จริงๆ ไม่มีผิดถูก ทุกคนมองโลกผ่านมุมมอง ประสบการณ์ ความเชื่อของตัวเอง แล้วกลั่นกรองออกมาเป็นทัศนคติ ความคิด หรือคำพูดที่มีต่อคนๆ นั้น หรือเหตุการณ์นั้นๆ

เพื่อนสาวของเพลินมองว่า แค่เรื่องสามีไม่พาไปเที่ยวตามสัญญา ถึงกับต้องเอามาเป็นประเด็นให้ทะเลาะกันเลยหรือ
ขณะที่เพลินมองว่า นั่นคือฝันในใจ ที่ผู้ชายก็ให้สัญญา แต่กลับมาทำเหมือนเป็นเรื่องไร้สาระและไม่เคยคิดจะทำให้เป็นจริง และนั่นคือเรื่องใหญ่ที่ทำร้ายใจ
.
อะไรที่ทำให้เรามองเรื่องนี้ต่างกัน ทั้งที่เราก็ผ่านอะไรมาคล้ายๆ กันหลายอย่าง...
นั่นคือความเชื่อ... และการมองโลก... ผ่านแว่นตาสีต่างๆ

สีของแว่นตาเราสองคนไม่เหมือนกัน ต่างกันไปตามประสบการณ์ ความเชื่อ
.

เพื่อนเพลินเป็นคนติดบ้าน ไม่ชอบเที่ยว ไม่ได้รู้สึกใฝ่ฝันอยากไปที่ใดเป็นพิเศษ พอใจกับการทำงานและอยู่บ้าน อยู่กับสิ่งที่คุ้นเคย จะรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย

ขณะที่เพลินเป็นคนชอบเดินทาง แม้คิดถึงบ้านเสมอเวลาไปเที่ยว แต่ก็ตื่นเต้นเสมอเมื่อได้ไปที่ใหม่ๆ ไปเจออะไรใหม่ๆ เปิดประสบการณ์

ทุกอย่างที่เพลินและเพื่อนคิดหรือเชื่อ มาจากนิสัย ความเชื่อ สังคม และประสบการณ์ การเลี้ยงดฟุ
ไม่มีใครผิดหรือถูก แค่เรามองโลกจากมุมของตัวเอง
เพลินเปรียบเหมือนสวมแว่นตาคนละสี คนนึงสวมแว่นสีชมพู เห็นทุกอย่างรื่นรมย์ไปทั้งนั้น บางคนสวมแว่นสีเขียว มองและกลั่นกรองทุกอย่างด้วยตรรกะ บางคนอาจมองผ่านเลนส์สีเหลือง สีส้ม สีเทา สีดำ หรือแม้แต่สีขาว
.
เรื่องใหญ่ของบางคนเลยอาจเป็นเรื่องเล็กมากสำหรับอีกคน
และ เรื่องจิ๊บๆ ขี้ปะติ๋วของบางคน คือปัญหาที่ร้ายแรงของอีกคน
.
หากเป็นแค่การคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกันก็ไม่เป็นไร...
ถ้าไม่มีใครเอาชนะคะคานว่าโลกแบบของฉันถูกต้อง

เมื่อพยายามคิดว่าคนที่เราคุยด้วยหรือมีปฏิสัมพันธ์ด้วย มองผ่าน “แว่นตาโลก” สีไหน เราก็จะยั้งความคิดที่ว่า
“ทำไมคิดได้แค่นี้” 
“ทำไมเรื่องแค่นี้คิดไม่ได้”
“เชื่อเรื่องปัญญาอ่อนแบบนี้ไปได้ยังไง”
หรือ
“ทำไมซีเรียสจัง คิดเยอะไปไหน”
“ทำไมคิดแต่ในแง่ร้าย”

เพราะเราสวมแว่นตาคนละสี... 
ถ้าเรามองผ่านแว่นตาแบบเขา เราอาจจะเข้าใจเขาก็ได้นี่นะ
.
แต่เมื่อไหร่ต้องใช้ชีวิตร่วมกัน บางอย่างก็ต้องปรับ ต้องเปลี่ยน ต้องพยายามเข้าใจโลกผ่านแว่นตาของอีกฝ่ายให้มากที่สุด
แล้วเราจะมีคำตอบเองว่าจุดไหนคือลิมิตของความเข้าใจ
จุดไหนที่เราจะไม่ทน... ให้คนล้ำเส้น
.
#ดูละครก็ย้อนดูตัวได้นะ
แล้วคุณสาวๆ ทั้งหลาย มองผ่านแว่นตาแบบไหนกันคะ?โลกของคุณเป็นยังไง...
ต่างจากโลกของเพื่อน ของพี่ ของน้อง ของแฟนคุณขนาดไหน
คุณเข้าใจความต่างนั้นด้วย “หัวใจ” ของคุณหรือยัง?
ด้วยรักจากใจ
ผู้หญิงเชิงรุก
กดติดดาว ⭐️ See First ไว้เพื่อไม่ให้พลาดเคล็ดลับ เรื่องราวดีๆ นะคะ
#เรามองโลกยังไงอยู่ที่สวมแว่นตาไหนมอง #mindandsoulcoach 


วันพุธที่ 14 มีนาคม พ.ศ. 2561

Start Every Morning with positive Self-Talk





ฟังดูเป็นเรื่องง่าย ได้ยินกันบ่อยๆ แต่ถามหน่อยว่าเราทำกันได้ทุกวันไหม?
คำแรกที่เราพูดกับตัวเองตอนเช้าคือคำว่าอะไร? ความรู้สึกแวบแรก หรือเสียงในหัวที่เราได้ยินเป็นคำบ่น หรือ คำตื่นเต้นยินดี เป็นความหดหู่ หรือความสดใส 

ว่ากันว่า... ความรู้สึกหรือคำพูดตอนตื่นนอนของเรา กำหนดชะตาวันนั้นทั้งวันของเรา

หากเราบ่น เราโกรธ เราเกลียดใครติดค้าง เราหงุดหงิดกับสิ่งที่เรา "คิดไปก่อนล่วงหน้า" ทั้งวันเราก็มีแต่ความหดหู่ ดึงดูดเรื่องแย่ๆ ตามที่เราคิดทั้งวัน

แต่หากเราเริ่มต้นพูดกับตัวเองด้วยเรื่องดีๆ ไม่ต้องเป็นอะไรยิ่งใหญ่มากก็ได้ แค่คิดถึงสิ่งที่กำลังจะทำ จะเกิดต่อไปหลังจากตื่นนอนแล้วพูดถึงมันในแง่ดี แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

เหมือนจะง่ายแต่รู้ไหมคะว่ามันท้าทาย และหลายคนยังทำไม่ได้ ยังเผลอให้ความรู้สึกไม่ดีเข้ามาบั่นทอนจิตใจ

เช่น เฮ้อ...​ต้องไปนั่งทำอะไรเดิมๆ ที่ทำงานอีกแล้ว
หรือ... วันนี้ไม่อยากเข้าประชุมเลย หัวหน้าจับผิดอีกแหงๆ...
หรืออะไรก็ตามที่ไม่ดี

แค่...ตื่นมา ยิ้มให้ตัวเอง มองตัวเองในกระจกแล้วบอกว่า วันนี้จะเป็นอีกวันที่สดใส ทรงพลัง 
และเราจะทำทุกๆ อย่างอย่างเต็มที่ที่สุด

เปิดเพลงเพราะๆ ขณะอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน
ขณะที่ทานอาหารเช้า หรือแม้แต่ตอนละเลียดกาแฟสักถ้วย

ถ้าหากคุณรีบ ไม่มีเวลาดื่มด่ำกับพิธีรีตองตอนเช้า ก็แค่พูดกับตัวเองตอนตอนตื่นนอนด้วยคำพูดเป็นมิตรก็พอ
เสียงในหัว ภาษาที่คุณพูดกับตัวเองสำคัญมากๆ

หากไม่เชื่อ ลองสังเกตตัวเองดู ตอนเช้า รู้สึกยังไง พูดกับตัวเองยังไง... วันนั้นคุณจะเป็นอย่างนั้น
ด้วยรักจากใจ
*ชอบกดไลค์ หากเห็นเป็นประโยชน์กดแชร์เลยนะคะ **
(กดแชร์ได้ แต่ห้ามคัดลอกนะคะ)

คุณเป็น "เหยื่อ" ความคิดตัวเอง...​แค่ไหน?


#คุณเป็นเหยื่อความคิดตัวเองแค่ไหน ?
เหยื่อทางความคิด... ก็คือเสียงที่เราพูดกับตัวเอง 
ถ้อยคำที่เราย้ำพร่ำบอกกับตัวเองเป็นคำพูดชนิดไหน
เสียงในหัวเราคือภาพสะท้อนความคิดที่มีต่อตัวเอง
คำพูดที่เราเปล่งออกไปให้ผู้อื่นฟัง ก็สะท้อนตัวตน ความคิดของเราเช่นกัน
.
"เราทำไม่ได้หรอก" 
"เราไม่สวย เราสู้เค้าไม่ได้หรอก"
"มันขี้ประจบนี่ เจ้านายก็เลยรัก ฉันมานั่งเลียแข้งขาอย่างนั้นไม่เป็นหรอก"
"เขามันเห็นแก่ตัว"
"ก็รถมันติดนี่ ฉันไม่ได้ตั้งใจจะสายสักหน่อย"
"ถ้าฉันได้รับโอกาส ฉันก็คงทำได้เหมือนกันนั่นล่ะ"

ทั้งหมดนี้ คือการทำให้ตัวเองเป็น "เหยื่อ" 
เป็นการปกป้องว่า "เราไม่ผิด" ชี้นิ้วออกนอกตัวเองเพื่อ "โทษคนอื่น"
โทษคนอื่น... คนอื่นที่ว่านั้นรวมถึง บุคคล, สิ่งแวดล้อม, โชคชะตา

เพลินอยากให้ลองสังเกตดูว่า... 
คุณพูดกับตัวเองว่าอะไร...
หรือคำพูดที่คุณมักบ่นออกมาให้คนอื่นฟัง เป็นแบบไหน
ป็นเรื่องลบ หรือเรื่องบวก
โทษตัวเอง หรือโทษคนอื่น
กดตัวเอง หรือ กดคนอื่น 
(กดตัวเองก็ไม่ควร ควรที่ยอมรับ ไว้จะกล่าวถึงในโพสถ์ถัดๆ ไปนะคะ) 
แล้วคุณจะเริ่มมองเห็น... ว่าทำไมยังรู้สึกไม่มีความสุข
หรือ แท้จริงเรามีความสุขหรือเปล่า
โดยมองว่า เราเป็นเหยื่อทางความคิดของตัวเองหรือเปล่า
.
หลังจากไปลงเรียน NLP มา เพลินตั้งใจจะนำความรู้ในพัฒนาศักยภาพจิตใจ และอารมณ์มาแบ่งปันกับสาวๆ ในเพจให้มากที่สุดค่ะ เพราะเพลินเชื่อว่าผู้หญิงต้องสวย...สวยที่ใจ สวยที่สมอง... 
และความ #สวยสมองดีเนรมิตได้ นะคะ จากการพัฒนาฝึกฝนจิตใจ ความคิดของตัวเองค่ะ
.
กดติดตาม See First เพื่อไม่ให้พลาดเคล็ดลับ หรือเรื่องราวดีๆ นะคะ
ชอบกดไลค์ ประทับใจกดแชร์แบ่งปันได้เลยค่ะ
(หากชอบแชร์ได้ แต่ห้ามคัดลอกไปนะคะ) 
ด้วยรักจากใจ